img71/1816/alittlebear2finishin1.jpg  




เผื่อรูปไม่ขึ้นนะคะ : ดูรูปการ์ตูนหมีน้อย ตอนที่ 2




สำหรับคนที่พลาดตอนแรกไป กลับไปอ่านได้ค่ะ

ความเดิมตอนที่แล้ว














(ภาพจาก : http://www.inquisitr.com)



เมื่อ 7 วันก่อน...
คนทั่วโลกต่างชื่นชมและทึ่งกับความสามารถของหนูน้อยชุดแดง 
ผู้ร้องเพลงในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิคท่ามกลางสายตานับแสนคู่
คืนนั้นหนูน้อยพกพาความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม ด้วยเสียงร้องและท่าทีที่ไม่เคอะเขิน 
บวกกับหน้าตาจิ้มลิ้มแล้ว ถือว่าได้ใจผู้คนไปเต็ม ๆ

ใครต่อใครก็พากันพูดถึงเธอ... ต่างคาดการณ์กันไปต่าง ๆ นานา
แต่ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะเป็นดารา หรือไม่ก็นักร้องที่อนาคตไกลคนหนึ่ง



ฉันก็เชื่ออย่างนั้น...

.
. . .

. .
จนกระทั่ง คืนวันอังคารที่ผ่านมา บังเอิญต้องเช็คเมลล์ของ Yahoo!


ความจริงแล้ว... ข่าวหน้าแรกใน Yahoo! ก็ไม่เคยจะสนใจอ่าน 
ด้วยว่ามันเป็นภาษาอังกฤษ ^^"

แต่วันนั้นจำรูปน้องน่ารัก ๆ ที่ร้องเพลงในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิคได้...
ก็ประทับใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วล่ะ น้องคงฮอตมากจริง ๆ
Yahoo! ถึงเอามาขึ้นข่าวหน้าหลัก
ไว้คำไหนไม่ได้... เปิดดิกฯ เอาละกัน




img172/711/linyang460789580ckt3.jpg


(ภาพจาก : www.telegraph.co.uk)

แค่พาดหัวรอง... ก็อึ้ง ๆ หน่อยแล้ว
-
One little girl had the looks. The other had the voice.

ส่วนพาดหัวหลักนั้นเขียนว่า
-
Olympic opening uses girl's voice, not face.
ข่าวโดย CARA ANNA, Associated Press Writer ( สำนักข่าว AP )


ความว่า...

เพลง "Ode to the Motherland" ในพิธีเปิดฯ ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้ชมกันนั้น
ความจริงแล้ว... คนหนึ่งร้อง อีกคนหนึ่ง Lip-sync (Lip-synching)
(
งั้นก็แปลว่า... น้องหนูน่ารัก ๆ คนนั้นไม่ได้ร้องเองล่ะสิ กลายเป็นเข้าใจผิดกันทั้งโลกเลย ! )  



นักร้องตัวจริงชื่อ
Yang Peiyi อายุ 7 ขวบ 
เป็นหนูน้อยหน้าตาอ้วนกลม  แถมฟันกระต่าย 
ซึ่งทางผู้จัดงานลงความเห็นว่า...  ไม่น่ารักพอจะให้ออกมาเฉิดฉายท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายในฐานะอาหมวยน้อย  ที่จะต้อง Present ภาพลักษณ์ความเป็น Chinese
ให้ประทับใจประชาคมโลก




In this photo released by China's Xinhua News Agency, Lin Miaoke, a nine-year-old Chinese girl who performed at the opening ceremony of the Beijing Olympics on the day before, returns to the Xizhongjie Primary School of Dongcheng District in Beijing on Saturday, Aug. 9, 2008. A 7-year-old Chinese girl's face was 'not suitable' for the Olympics opening ceremony, so Lin lip-synched 'Ode to the Motherland', the latest example of the lengths Beijing took for a perfect start to the Summer Games. (AP Photo/Xinhua, Zhou Liang)

(AP - รูป Lin Miaoke ที่ลงใน นสพ. Xinhua ของจีน จาก : www.news.yahoo.com)


จึงต้องมีผู้ทำหน้าที่แทน 
เป็นหนูน้อยอีกคนที่หน้าตาสะสวยชื่อ 
Lin Miaoke
ระดับความกล้าแสดงออกนั้นวางใจได้ เพราะเธอผ่านงานโฆษณาทางโทรทัศน์มาแล้ว


เราจึงเห็น
Lin Miaoke ปรากฎผ่านหน้าจอโทรทัศน์โดยไม่มีความประหม่าพ่วงมาด้วย
และถ้าข่าวนี้ไม่แพร่ออกมา... ก็คงไม่มีใครรู้  เพราะในคืนนั้นเธอขยับปากร้องเพลงด้วยความมั่นใจล้นเหลือ  บวกกับความเป็นเด็กแล้ว... หนูน้อย 9
ขวบคนนี้ก็กวาดคะแนนความประทับใจของผู้ชมไปได้ไม่ยากเย็น



Chen Qigang มิวสิคไดเรคเตอร์ของงานครั้งนี้
ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า
"
เด็กผู้หญิงเจ้าของเสียงร้องอันยอดเยี่ยมควรจะได้รับการเปิดเผยตัว"


เขาว่า... ในนาทีสุดท้ายของการฝึกซ้อมการแสดงสด ก่อนพิธีเปิดไม่นาน  
ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า เสียงของ  Miaoke ไม่เหมาะ


"เราต้องสร้างทางเลือกให้ยุติธรรมทั้งกับ Lin Miaoke และ Yang Peiyi "
  
"ดังนั้นเราจึงนำเสียงที่ยอดเยี่ยมกับบุคลิกภาพที่ยอดเยี่ยมมารวมกัน"
เขาพูดด้วยความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบด้วยการอธิบายให้คนทั้งประเทศเข้าใจ



การสลับหน้าที่กันระหว่างหนูน้อยผู้แสดงอยู่เบื้องหน้ากับหนูน้อยเจ้าของเสียงผู้อยู่เบื้องหลังนี้
 
กลายเป็นประเด็นร้อนในหมู่ชาวจีน รวมทั้งสื่อจากนานาประเทศทันที


บ้างก็ให้ความเห็นว่า...
เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เหมือนกับการให้เสียงพากษ์การ์ตูน

(ที่ย่อมไม่มีใครเห็นหน้าค่าตาเจ้าของเสียง)  
ที่สำคัญนั้นมันจะกลายเป็นการทำลายชื่อเสียงของเด็กทั้งสองด้วย
โดยเฉพาะคนที่
Lip-sync
ซึ่ง ณ ตอนนี้ในสายตาคนอื่น ๆ เธอก็กลายเป็น คนขี้โกง ไปเสียแล้ว


แต่บางคนก็เข้าใจผู้จัด
พร้อมกับเห็นด้วยที่พวกเขาต้องการหนูน้อยที่ดูดีที่สุด
 
เพื่อความเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ



อย่างไรก็ตาม...
 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการ Lip-sync ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิค  
โดยก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้นใน The 2006 Winter Olympics ที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี


...



เหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ  เพราะเป็นเรื่องของคนเล็ก ๆ
แต่เป็นความ "เล็ก ๆ " ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน

อันที่จริงเหตุการณ์นี้ก็เช่นเดียวกับความจริงทั่ว ๆ ไปบนโลก
ที่ความสวยงามมักจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจกว่า
และอยู่เบื้องหน้าเสมอ...


เราต่างพบกฏนี้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ทั้งในภาพยนตร์ โฆษณา หรือแม้กระทั่งรายการข่าว

แต่ด้วยความเข้าใจตรงกันกระมัง - Put the right man on the right job
ทุกคน... จึงก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองไปเงียบ ๆ

รวมทั้งหนูน้อยที่ไม่รู้อิโหน่อ่เหน่ทั้ง 2 คนนี้ด้วย



ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา
บางที... ความยุติธรรมที่สุด อาจจะเป็นจุดเดียวกันกับที่ความสมัครใจของน้องทั้งสองตั้งอยู่ก็เป็นได้

คนหนึ่ง... สมัครใจที่จะอยู่ข้างหลัง  เปล่งเสียงออกมาโลดแล่นเป็นท่วงทำนองพลิ้วหวาน
ขณะที่อีกคนหนึ่ง... สมัครใจที่จะยืนอยู่ข้างหน้า เก็บเสียงเล็ก ๆ ของตัวเองไว้ 
และโปรยยิ้มหวาน ๆ ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   


หรือเพราะด้วยความเป็นเด็ก... กระบวนการซับซ้อนทางความรู้สึกจึงยังไม่พัฒนามากมายเท่าผู้ใหญ่  

หรือเพราะจริง ๆ แล้ว... มันไม่มีอะไร ใน "ความมีอะไร" นั้น  

หรือเพราะผู้ใหญ่... สร้างอะไรบางอย่างให้ก่อตัวขึ้นมา   

และคาดการณ์เอาเองว่ามันน่าจะมีตัวตนในความคิดของเด็ก ๆ เช่นกัน    




บางครั้ง...
 
ความยิ่งใหญ่ก็อยู่ที่การเสียสละนะ
เป็น "น๊อตตัวเล็ก ๆ" ให้เครื่องจักรใหญ่ ๆ ขับเคลื่อนไปได้



พิมพ์ถึงบรรทัดนี้... ก็แอบนึกถึง เหล่านักแสดงเปิดสนาม

ที่แทบจะไม่มีใครจำได้ว่าพวกเขาใบหน้าค่าตาเป็นอย่างไร.

 



( กว่าจะเขียนเสร็จ.. เวลาล่วงเลยไป 2 วัน นสพ.ดัง ๆ ก็แปลภาษาไทยให้อ่านกันแล้ว - -" )
( ขอบพระคุณ... สำหรับการเคี่ยวเข็ญของคุณครูภาษาอังกฤษทุกท่าน ตั้งแต่สมัยอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย )
( หวังว่า... เมื่อได้เรียนวิชาข่าวต่างประเทศแล้ว จะแปลเร็วขึ้น -"- )




ข่าวจาก : http://news.yahoo.com/story//ap/20080812/ap_on_re_as/oly_china_lip_synched_song

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.mahalo.com/Yang_Peiyi



1. คนอื่น





ทันทีที่การแนะนำตัวเองหน้าชั้นเรียนจบลง...
ฉันนึกถึงข้อความตอนหนึ่งที่เคยเขียนไว้
เมื่อครั้งต้องอธิบายความเป็นตัวเองผ่านตัวการ์ตูนให้คนอื่นเห็น


จำได้ว่าครั้งนั้นใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน
เป็นหลายวันที่เนิ่นนานเป็นเดือนในความรู้สึก


ครั้งนี้... ฉันเพิ่งพูดถึงตัวเองไปหมาด ๆ
จบลงด้วยเสียงตบมือเช่นทุกครั้ง
แต่แปลก... ที่เสียงตบมือนั้นไม่ก้องไปถึงใจเลยสักนิด
เหมือนกับกำลังพูดถึงคนอื่นที่เคยรู้จัก

เคยรู้จัก... เคยรู้ใจ...
แต่ไม่สามารถทำให้คนอื่นรู้จักเธอได้... เหมือนที่ฉันรู้จัก





2. สิ่งที่เราบอก






ฉัน...
ไม่เคย ศรัทธาในกระบวนการมีเพื่อนที่ต้องบอกว่า ตัวเองดีอย่างโน้น, ตัวเองดีอย่างนี้
ไม่คิด อยากจะทำให้ใครมาคบหาด้วยการโฆษณาสรรพคุณตัวเอง


หากแต่... คาบเรียนวาทวิทยา อาจารย์สั่งงานว่า

" ให้นักศึกษาพูดแนะนำตัวเอง ให้เพื่อน ๆ ประทับใจ และอยากเป็นเพื่อนกับเรา "


ให้เพื่อน ๆ ประทับใจ... อันนี้พอเข้าใจ
แต่ให้เขาอยากเป็นเพื่อนกับเรา...
เพียงเพราะคำที่เราบอก...  กระนั้นหรือ ?



จริงอยู่... ที่เราต้องบอก ต้องอธิบาย สิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเองบ้าง
แต่คำของเราก็เป็นแค่การมองตัวตนของเราผ่านสายตาเราเองมิใช่หรือ... ?

บทความที่เคยเขียนไว้ฉายชัดขึ้นอีกครั้ง....




" ยากเย็นเสมอ... แม้กระทั่งโลกของการ์ตูน




me



เป็นอย่างนี้เสมอ..


ยากเย็น..
วุ่นวาย..
ลนลาน..
หาทางออกไม่ได้..
สำหรับเรื่องของตัวเอง
ไม่เว้นแม้กระทั่งโลกของการ์ตูน




" ให้นักศึกษาวาดการ์ตูนที่นำคาร์แรคเตอร์มาจากตัวเอง "

เหมือนจะง่าย..
แต่กลับต้องคิดแล้วคิดอีก
ถามตัวเองเพื่อเค้นหาคำตอบ - อะไรคือสิ่งที่ตัวเราแสดงออกได้ชัดที่สุด
เหมือนจะรู้ตัว.. แต่จริง ๆ ก็ไม่แน่ใจ
หรือเพราะดวงตาที่เรามองเรานั้น ' เข้าข้าง ' เรา  ?



 - - ฉันจึงเป็นอย่างนี้     เป็นอย่างนั้น
เพราะฉันเป็นอย่างนี้    เป็นอย่างนั้น
และฉันอยากเป็นอย่างนี้   และอย่างนั้น
ฉันจึงคิดว่าฉันเป็นอย่างนี้   และอย่างนั้น



หรือบางครั้ง..
เราอาจจะต้องทำใจให้ ' เชื่อ ' ภาพของตัวเองที่ปรากฎในแววตาของคนอื่นบ้าง
อย่างน้อย ๆ ภาพสะท้อนนั่นก็ไม่เข้าข้างตัวเอง 100% ไปซะทีเดียว


ยังมีความหวังดี , หวังร้าย , เอ็นดูแกมหมั่นไส้ปะปนอยู่
เพื่อบ่งบอกถึง Feed back จากการที่ ' เราเป็นเรา '






หรือ..

บางครั้ง

ตัวเรา

อาจจะไม่รู้จัก

ตัวเอง

ดีพอ..





3. สิ่งที่เราเป็น






ตรงกันข้ามเสียอีก...
ฉันจะดีใจมาก
ถ้าใครคนหนึ่งเลือกจะเป็นเพื่อนกับฉันเพราะชอบใจในสิ่งที่ฉันเป็น

สิ่งที่เราบอก... อธิบายตัวตนของเราผ่านสายตาของเรา
ขณะที่ สิ่งที่เราเป็น... จะอธิบายทุกอย่าง
ที่สำคัญนั้น... มันจะถูกอธิบายผ่านสายตาของคนอื่นที่มองเรา


มันดีกว่าไม่ใช่หรือ... ?
ที่ตัวตนของเรา่ทำให้ใครสักคน ยินดี ที่จะยอมรับมัน

และเดินเข้ามาหา...
เพราะว่าประทับใจสิ่งที่อยู่ข้างใน
ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราบอก...







ผ่านคาบวาทวิทยา มาหลายชั่วโมง
แล้ว...

แต่ยังคงรู้สึกหม่นหมองลึก ๆ

กับประโยค
"  ...ให้เพื่อน ๆ ประทับใจ และอยากเป็นเพื่อนกับเรา "




คนเพื่อนเยอะ ความมั่นใจหดหาย !

ลำพังแค่เราเป็นเรา...

ไม่เพียงพอให้ใครประทับใจหรือ ?






 


ภาพประกอบ : SUPERGiRL 'S MULTIPLY

นางแบบตัวน้อย : นีนี่... คนตัวเล็กที่ทำให้หัวใจพองโต




 



img163/8977/miniorangepr9.jpg


ยังจำความรู้สึกแรกที่มาเหยียบเชียงใหม่ได้

ความรู้สึกของนักเดินทาง... ที่เดินทางตัวคนเดียว

ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้า, เงินจำนวนหนึ่ง

และความรู้น้อยนิดแบบที่เพื่อจบชั้น ม. ปลายได้หมาด ๆ

ที่สำคัญ... ความรู้เหล่านั้นไม่ได้มีข้อมูลยิบย่อยของ "เชียงใหม่" บรรจุไว้เลยสักนิด

 
ถึงตอนนี้... ยังนึกขอบคุณพระเจ้า

ที่ ณ เวลานั้น ภาระหน้า รวมทั้งการเดินทาง ลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น






ย้อนกลับไปมองตัวเองเมื่อ 3 ปีที่ก่อน แล้วนึกกังขาในใจ

ทำไมตอนนั้นช่างหาญกล้านัก ?

เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่บังคับให้ต้องแกร่งกล้า...

หรือเพราะว่ามุทะลุด้วยช่วงวัย...



 

( นั่งรถไฟไปลำปาง )


และไม่น่าเชื่อว่าการเดินทางแบบที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าในครั้งนั้น

เป็นครั้งแรกของการเดินทางแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้าในครั้งต่อ ๆ มา...



( ดอยปุย )




( งานเกษตร มช.)




( แอปเปิ้ลป่า ดอยอินทนนท์ )



img163/8977/miniorangepr9.jpg  
( กินส้มสดจากไร่ ที่ภูแสนดาว อ.ไชยปราการ )



( กำพงเมืองเชียงใหม่ )


3 ปีผ่านไป

เชียงใหม่... กลายเป็นอีกเมืองที่อยากใช้ชีวิตอยู่

ในขณะที่บางคราก็คิดถึงหาดใหญ่...

คิดถึงน้ำทะเลและอาหารทะเล...



img515/6240/samilhazt5.jpg
 ( แหลมสมิหลา, สงขลา )


img515/7125/fishermanva0.jpg  
( แหลมสมิหลา, สงขลา )


img515/1425/skyqf8.jpg
( แหลมสมิหลา, สงขลา )


พี่ชายคนหนึ่งบอกว่า...

ถ้าเชียงใหม่มีทะเล ไม่มีใครลงไปเที่ยวใต้หรอก



( ศูนย์วิจัยเกษตรฯ ดอยปุย )


จึงบอกพี่เขาไปว่า...

เพราะแบบนี้ไง

การขาดหาย... จึงไม่ได้แปลว่าไม่สมบูรณ์





img217/3108/thebeachup8.jpg
( แหลมสมิหลา, สงขลา )


แต่ต้องขาดบางอย่างบ้าง...  เพื่อจะได้ออกตามหา






 
.
.
.
.
.



 
แม้จะพบว่า...




บางครั้ง... ตรงสุดทางก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนาจะเจอ.








ภาพประกอบ : http://supergirl2u2d.multiply.com